Visit website's supervisor UTD1






Views Today : 3
Views This Month : 153
Total views : 181276
Who's Online : 0
Your IP Address : 216.73.216.138
Server Time : 2026-01-03

🟢กรวยประสบการณ์ 🟢
🟢Cone of Experience ตามทฤษฎีของ Edgar Dale
🟢Edgar Dale 🟢 ได้จัดแบ่งสื่อการสอนเพื่อเป็นแนวทางในการอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างสื่อโสตทัศนูปกรณ์ต่าง ๆ
🟢 เป็นการแสดงขั้นตอนของประสบการณ์การเรียนรู้ และการใช้สื่อหรือเทคนิคการสอนแต่ละประเภทในกระบวนการจัดการเรียนรู้
🟢 Edgar Dale จำแนกการสอนเป็นสองประเภท Passive กับ Active
🟢 หากคุณครู ต้องการตรวจสอบว่าการสอนว่าเป็นการสอนแบบใด สามารถนำการสอนของคุณครู มาเปรียบเทียบกับกรวยประสบการณ์ (Cone of Experience)
🟢 Passvie Learning ตามกรวยประสบการณ์ (Cone of Experience) คือ การใช้ทักษะ Read, Hear and See ซึ่งคุณครูสามารถตรวจสอบได้ว่า “ผู้เรียนของเราได้เรียนรู้จากการ Read, Hear and See เป็นกระบวนการหลักหรือไม่” ถ้ากระบวนการสอนหรือการใช้สื่อของคุณครู ยังเป็น Read, Hear and See นั้นก็หมายความว่าเรายังสอนแบบ Passive Learning อยู่
🟢 Active Learning ตามกรวยประสบการณ์ (Cone of Experience) คือ การใช้ทักษะ Say and Do ซึ่งคุณครูสามารถตรวจสอบได้ว่า “ผู้เรียนของเราได้เรียนรู้จากการ Say and Do เป็นกระบวนการหลักหรือไม่” ถ้ากระบวนการสอนหรือการใช้สื่อของคุณครู เป็นรูปแบบ Say and Do นั้นก็หมายความว่าการสอนของเราเป็นแบบ Active Learning
🔴 หลักการง่าย ๆ ในการแบ่ง Active Learning กับ Passive Learning ซึ่งแบ่งตามกรวยประสบการณ์ของ Edgar Dale.
กรวยประสบการณ์ สามารถจำแนกและแบ่งเป็นขั้นตอนดังนี้
1) ประสบการณ์ตรง โดยการให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรงจากของจริง เช่น การจับต้อง และการเห็น เป็นต้น
2) ประสบการณ์รอง เป็นการเรียนโดยให้ผู้เรียนเรียนจากสิ่งทีใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด ซึ่งอาจเป็นการจำลองก็ได้
3) ประสบการณ์นาฏกรรมหรือการแสดง เป็นการแสดงบทบาทสมมติหรือการแสดงละคร เนื่องจากข้อจำกัดด้วยยุคสมัยเวลา และสถานที่ เช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ หรือเรื่องราวที่เป็นนามธรรม เป็นต้น
4) การสาธิต เป็นการแสดงหรือการทำเพื่อประกอบคำอธิบายเพื่อให้เห็นลำดับขั้นตอนของการกระทำนั้น
5) การศึกษานอกสถานที่ เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ต่าง ๆ ภายนอกสถานที่เรียน อาจเป็นการเยี่ยมชมสถานที่ การสัมภาษณ์บุคคลต่าง ๆ เป็นต้น 6) นิทรรศการ เป็นการจัดแสดงสิ่งของต่าง ๆ เพื่อให้สาระประโยชน์แก่ผู้ชม โดยการนำประสบการณ์หลายอย่างผสมผสานกันมากที่สุด
7) โทรทัศน์ โดยใช้ทั้งโทรทัศน์การศึกษาและโทรทัศน์การสอนเพื่อให้ข้อมูลความรู้แก่ผู้เรียนหรือผู้ชมที่อยู่ในห้องเรียนหรืออยู่ทางบ้าน
8) ภาพยนตร์ เป็นภาพที่บันทึกเรื่องราวลงบนฟิล์มเพื่อให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ทั้งภาพและเสียงโดยใช้ประสาทตาและหู
9) การบันทึกเสียง วิทยุ ภาพนิ่ง อาจเป็นทั้งในรูปของแผ่นเสียง เทปบันทึกเสียง วิทยุ รูปภาพ สไลด์ ข้อมูลที่อยู่ในขั้นนี้จะให้ประสบการณ์แก่ผู้เรียนที่ถึงแม้จะอ่านหนังสือไม่ออกแต่ก็จะสามารถเข้าใจเนื้อหาได้
10)ทัศนสัญลักษณ์ เช่น แผนที่ แผนภูมิ หรือเครื่องหมายต่าง ๆ ที่เป็นสัญลักษณ์แทนสิ่งของต่าง ๆ 11) วจนสัญลักษณ์ ได้แก่ตัวหนังสือในภาษาเขียน และเสียงพูดของคนในภาษาพูด
การใช้กรวยประสบการณ์ของเดลจะเริ่มต้นด้วยการให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมอยู่ในเหตการณ์หรือการกระทำจริงเพื่อให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ตรงเกิดขึ้นก่อน แล้วจึงเรียนรู้โดยการเฝ้าสังเกตุในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นขั้นต่อไปของการได้รับประสบ-การณ์รอง ต่อจากนั้นจึงเป็นการเรียนรู้ด้วยการรับประสบการณ์โดยผ่านสื่อต่างๆ และท้ายที่สุดเป็นการให้ผู้เรียนเรียนจากสัญลักษณ์ซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
– บุญฤทธิ์ ตุ้มพงค์ –
12 ตุลาคม 2566
โครงการพัฒนาความรู้และทักษะการใช้โปรแกรมระบบบริหารจัดการผลการเรียน (SchoolMIS) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผู้บริหารและครู ให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้โปรแกรมระบบบริหารจัดการผลการเรียน (SchoolMIS) ของ สพป.อุตรดิตถ์ เขต 1 โดยกลุ่มเป้าหมายการพัฒนา คือ ผู้บริหาร และคณะครู จำนวน ๑๓๖ คน ที่รับผิดชอบการใช้โปรแกรมระบบบริหารจัดการผลการเรียน (SchoolMIS)
การดำเนินการโครงการพัฒนาความรู้และทักษะการใช้โปรแกรมระบบบริหารจัดการผลการเรียน (SchoolMIS) ในรูปแบบ On line ด้วยโปรแกรม ZOOM ในวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2565 โดยมีผู้บริหารและคณะครู เข้าร่วมการอบรมจำนวน 190 คน ในการดำเนินโครงการนั้น มีขั้นตอนดำเนินการการจัดประชุมวางแผน ดำเนินการตามแผนที่วางไว้ การติดตาม และการสรุปผลรายงาน และผลการดำเนินการโครงการสรุปได้ดังนี้
สรุปผลการประเมินตามวัตถุของการประเมินโครงการบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้โดยผลการพัฒนาความรู้และทักษะการใช้โปรแกรมระบบบริหารจัดการผลการเรียน (SchoolMIS) สำเร็จลุล่วงด้วยดี จากการสอบถามความพึงพอใจของผู้เข้ารับการอบรม พบว่า ผู้เข้ารับการอบรมส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 4.69 เมื่อพิจารณารายข้อแล้ว หัวข้อที่มีความพึงพอใจมากที่สุดคือ วิทยากรมีการให้ความรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้จริงมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 4.86 รองลงมาคือ เอกสารประกอบการประชุมมีเนื้อหาเหมาะสม มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 4.79
โครงการการนำผลการประเมินความสามารถด้านการอ่านของผู้เรียน (RT) การประเมินคุณภาพผู้เรียน (NT) และการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ไปวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อ เพื่อ ๑) ให้โรงเรียนนำผลการประเมินความสามารถด้านการอ่านของผู้เรียน (RT) การประเมินคุณภาพผู้เรียน (NT) และการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ไปวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ๒) เพื่อค้นหาแนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นเลิศของ สพป.อุตรดิตถ์ เขต ๑ โดยกลุ่มเป้าหมายการพัฒนา คือ โรงเรียนในสังกัดสพป.อุตรดิตถ์ เขต ๑ จำนวน ๑๓๖ โรงเรียน
การดำเนินการการประเมินความสามารถด้านการอ่านของผู้เรียน (RT) การประเมินคุณภาพผู้เรียน (NT) และการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ไปวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา คือการส่งเอกสารคู่มือ และแบบฟอร์มในการจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา ให้กับโรงเรียนในสังกัดจำนวน ๑๓๖ โรงเรียน โดยโครงการการนำผลการประเมินความสามารถด้านการอ่านของผู้เรียน (RT) การประเมินคุณภาพผู้เรียน (NT) และการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ไปวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา แบ่งออกเป็น ๓ ระยะ ระยะที่ ๑ การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อให้ความรู้การจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้กับโรงเรียนในสังกัด จำนวน ๑๓๖ โรงเรียนและมีผู้เข้าอบรมโรงเรียนละ ๑ คน รวมผู้เข้าอบรม จำนวน ๑๓๖ คน ระยะที่ ๒ โรงเรียนจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพ และจัดส่งแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้กับสำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษาอุตรดิตถ์ เขต ๑ จำนวน ๒๒๔ แผน เพื่อคัดเลือกโรงเรียนต้นแบบการจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาระดับดีเยี่ยมมานำเสนอและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในระยะที่ ๓ จำนวน ๓๓ แผน ระยะที่ ๓ การประเมินจากการนำเสนอแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่มีผลการประเมินเอกสาร มีโรงเรียนที่มีผลการประเมินแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาในระดับดีเยี่ยม จำนวน ๓๓ แผน วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๖ ณ ห้องประชุมเหล็กน้ำพี้ และห้องประชุมภูสอยดาว โดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุตรดิตถ์ เขต ๑ มีโรงเรียนต้นแบบในการจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพผู้เรียน จำนวน ๑๑ แผน ในการดำเนินโครงการนั้น มีขั้นตอนดำเนินการการจัดประชุมวางแผน ดำเนินการตามแผนที่วางไว้ การติดตาม และการสรุปผลรายงานและผลการดำเนินการโครงการสรุปได้ สรุปผลการประเมินตามวัตถุประสงค์ของการประเมินโครงการบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ และสำเร็จลุล่วงด้วยดี แบ่งการประเมินผลได้ ๓ ระยะ ดังนี้ ผลการประเมินระยะที่ ๑ จากการสอบถามความพึงพอใจของผู้เข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการ จำนวน ๑๓๓ คน พบว่า ผู้เข้ารับการอบรมส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยร้อยละ ๔.๖๙ เมื่อพิจารณารายข้อซึ่งเรียงลำดับของความพึงพอใจจากมากที่สุด ดังนี้
หัวข้อที่มีความพึงพอใจมากที่สุด คือ วิทยากรมีการให้ความรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้จริง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = ๔.๗๙, S.D. = ๐.๔๑) รองลงมาคือ วิทยากรมีการตอบประเด็นข้อสงสัย ได้อย่างครบถ้วนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = ๔.๗๙, S.D. =๐.๔๓) รองลงมาคือ ระยะเวลาในการจัดประชุมมีความเหมาะสม มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = ๔.๙๓, S.D. =๐.๔๙) และหัวข้อที่มีความพึงพอใจน้อยที่สุด คือ ท่านคิดว่าท่านมีความพร้อมในการนำความรู้ที่ได้รับไปขยายผลให้กับครูในสถานศึกษาของท่าน มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = ๔.๕๔, S.D. =๐.๕๗)
ผลการประเมินระยะที่ ๒ และระยะที่ ๓ จากการสอบถามความความคิดเห็นคณะกรรมการตัดสินผลงานที่มีต่อการจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามผลการประเมินระดับชาติของสถานศึกษา จำนวน ๗ คน พบว่า คณะกรรมการตัดสินผลงานมีข้อเสนอแนะและจุดที่ควรพัฒนามากที่สุด ได้แก่ การเขียนอธิบายผลการวิเคราะห์การประเมิน มีค่าเฉลี่ยร้อยละ ๒.๘๖ (x̄ = ๒.๘๖, S.D. = ๐.๓๘) รองลงมาคือ รูปแบบการเขียนแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามผลการประเมินระดับชาติ มีค่าเฉลี่ยร้อยละ ๒.๗๑ (x̄ = ๒.๗๑, S.D. =๐.๔๙) รองลงมาคือ การกำหนดหัวข้อของนวัตกรรม เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามผลการประเมินระดับชาติ (x̄ = ๒.๕๗, S.D. =๐.๕๓) และหัวข้อที่ควรพัฒนาน้อยที่สุดคือ การเขียนข้อมูลพื้นฐานของโรงเรียน มีค่าเฉลี่ยร้อยละ ๑.๒๙ (x̄ = ๑.๒๙, S.D. =๐.๔๙)
ด้วยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้กำหนดนโยบายเร่งด่วนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (Quick Policy 2565) จำนวน 10 ข้อ เพื่อให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และโรงเรียนทุกโรงเรียนในสังกัด ขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว นั้น
ในการนี้กลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษา จึงติดตามการขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วน
ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (Quick Policy 2565) ข้อที่ 8 เรื่องการแก้ไขปัญหาภาวะถดถอยด้านการอ่าน-การเขียนและด้านคณิตศาสตร์ของโรงเรียนในสังกัด
โดยให้โรงเรียนรายงานข้อมูล ผ่านระบบ GOOGLE SHEET ภายในวันที่ 16 สิงหาคม 2566




